แนวโน้มพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยปี 2569: ตัวเลข ทิศทางนโยบาย และผลต่อผู้ใช้ไฟในภาคตะวันออก
ตลาดโซลาร์เซลล์ไทยเปลี่ยนจาก “ทางเลือกของคนรักษ์โลก” มาเป็น “เครื่องมือลดต้นทุนกระแสหลัก” อย่างชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปี 2569 คือปีที่ตัวเลขการติดตั้งสะสม นโยบายรับซื้อไฟ และมาตรการภาษี มาบรรจบกันพอดี บทความนี้สรุปภาพรวมแนวโน้ม พลังงานแสงอาทิตย์ไทย พร้อมมุมมองว่าผู้ใช้ไฟในระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ควรวางแผนอย่างไร
ตัวเลขการติดตั้งที่โตต่อเนื่องทุกปี
ข้อมูลการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสะสมของไทยสะท้อนการเติบโตแบบก้าวกระโดด จากปีงบประมาณ 2564 ที่มีผู้ติดตั้งสะสม 1,632 ราย กำลังผลิตรวม 729 เมกะวัตต์ เพิ่มเป็น 14,749 ราย 1,673 เมกะวัตต์ ในปีงบประมาณ 2565 ต่อด้วย 19,948 ราย 2,192 เมกะวัตต์ ในปี 2566 และ 29,719 ราย 3,103 เมกะวัตต์ ในปี 2567 ล่าสุดปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ 36,663 ราย รวมกำลังผลิตติดตั้ง 3,932 เมกะวัตต์
สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ตัวเลขรวม แต่คืออัตราการเพิ่มของ “จำนวนราย” ที่เร็วกว่าการเพิ่มของ “เมกะวัตต์” ซึ่งหมายความว่าผู้ติดตั้งรายใหม่ส่วนใหญ่เป็นระบบขนาดเล็กระดับบ้านและ SME ไม่ใช่โครงการขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ราย ตลาดจึงกระจายตัวลงสู่ผู้ใช้ไฟทั่วไปมากขึ้นเรื่อย ๆ และคาดกันว่าจะมีผู้ติดตั้งรายใหม่เพิ่มเฉลี่ยปีละราว 3 หมื่นรายในระยะข้างหน้า
ทิศทางนโยบายที่ต้องจับตาในปี 2569
แผน PDP และเป้าหมายพลังงานหมุนเวียน — แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศกำหนดทิศทางให้สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเป็นราว 51% ภายในปี 2580 โดยตั้งเป้ากำลังผลิตจากแสงอาทิตย์ไว้สูงถึงประมาณ 33,269 เมกะวัตต์ ตัวเลขระดับนี้แปลว่าโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสายส่ง และกฎเกณฑ์การเชื่อมต่อ จะถูกปรับให้รองรับโซลาร์มากขึ้นตามลำดับ
โครงการโซลาร์ภาคประชาชน — ยังคงเป็นช่องทางหลักที่ครัวเรือนจะขายไฟส่วนเกินคืนเข้าระบบ ปี 2569 มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นและรับสมัครตามรอบที่หน่วยงานกำกับกำหนด ผู้สนใจควรติดตามประกาศและเตรียมเอกสารให้พร้อม เพราะแต่ละรอบมีโควตาจำกัด
มาตรการภาษีสำหรับบ้านอยู่อาศัย — สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop สูงสุด 200,000 บาท ครอบคลุมปีภาษี 2569–2571 โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องมีใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และเชื่อมต่อระบบกับการไฟฟ้าอย่างถูกต้อง มาตรการนี้เป็นตัวเร่งสำคัญของตลาดบ้านพักอาศัยในช่วง 3 ปีข้างหน้า
แรงกดดันจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของคู่ค้า — โรงงานส่งออกในเขต EEC เผชิญข้อกำหนดด้านคาร์บอนจากลูกค้าปลายทางมากขึ้น การมีสัดส่วนไฟฟ้าสีเขียวจึงกลายเป็นเงื่อนไขทางการค้า ไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป
ราคาและความคุ้มค่าในมุมของผู้ใช้ไฟ
ด้านต้นทุน ราคาติดตั้งระบบเชิงพาณิชย์ในปี 2569 เคลื่อนไหวราว 14–25 บาทต่อวัตต์ตามขนาดระบบ โดยระบบขนาดใหญ่ได้เปรียบเรื่องต้นทุนต่อหน่วยมากกว่า ส่วนโครงสร้างราคาโดยทั่วไปแบ่งเป็นค่าอุปกรณ์ราว 60–65% ค่าออกแบบวิศวกรรมและแรงงานราว 25–30% และค่าดำเนินการขออนุญาตอีกราว 5–10%
สำหรับผู้ใช้ไฟที่มีการใช้งานกลางวันสูง เช่น โรงงาน โกดัง โรงเรียน หรือธุรกิจบริการ ระยะคืนทุนโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 3–5 ปี ขณะที่บ้านพักอาศัยจะยาวกว่าเล็กน้อยขึ้นกับพฤติกรรมการใช้ไฟ ข้อสรุปเชิงปฏิบัติคือ ยิ่งใช้ไฟกลางวันมาก ยิ่งคืนทุนเร็ว และการออกแบบขนาดระบบให้ “พอดีกับการใช้งาน” สำคัญกว่าการติดให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่หลังคารับได้
สรุป
แนวโน้มปี 2569 ชี้ไปทางเดียวกันหมด ทั้งจำนวนผู้ติดตั้งที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป้าหมายกำลังผลิตระดับหลายหมื่นเมกะวัตต์ในแผน PDP มาตรการภาษีที่ชัดเจนถึงปี 2571 และแรงกดดันด้านคาร์บอนจากคู่ค้าต่างประเทศ สำหรับผู้ใช้ไฟในภาคตะวันออกซึ่งอยู่ใจกลางฐานอุตสาหกรรมของประเทศ คำถามจึงเปลี่ยนจาก “จะติดดีไหม” เป็น “จะติดขนาดเท่าไหร่และเมื่อไหร่” การเริ่มจากการวิเคราะห์บิลค่าไฟย้อนหลัง 12 เดือนและสำรวจหน้างานจริง คือก้าวแรกที่ให้คำตอบแม่นยำที่สุด
ติดต่อสอบถามและรับคำปรึกษาฟรี
หากคุณสนใจติดตั้งโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ภาคตะวันออก ทีมงาน VR Solar Solutions พร้อมให้คำปรึกษาและสำรวจพื้นที่ฟรี!
- 📞 โทร: 092-686-7190
- 📍 ที่ตั้ง: นิคมพัฒนา ระยอง
- 🌐 เว็บไซต์: vrsolarsolutions.com
- 🗺️ ให้บริการ: ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว และพื้นที่ใกล้เคียง
ใส่ความเห็น