ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบ ผู้นำเข้าใน EU ต้องซื้อใบรับรองคาร์บอนตามปริมาณการปล่อยของสินค้าที่นำเข้า นั่นแปลว่าโรงงานไทยที่ส่งออกเหล็ก อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย และไฟฟ้า จะถูกคิดต้นทุนคาร์บอนทางอ้อมจาก “ไฟฟ้าที่ใช้ผลิต” ด้วย และสำหรับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก การติดตั้ง โซลาร์เซลล์ คือวิธีลดคาร์บอนที่เร็วและวัดผลได้ชัดที่สุด
CBAM คิดคาร์บอนจากไฟฟ้าที่โรงงานใช้อย่างไร
CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) แบ่งการปล่อยคาร์บอนออกเป็น Direct Emission จากกระบวนการผลิตโดยตรง และ Indirect Emission ที่มาจากไฟฟ้าที่ซื้อจากระบบสายส่ง ปัญหาของผู้ส่งออกไทยคือ ไฟฟ้าในระบบของประเทศยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ทำให้ค่า Emission Factor ต่อหน่วยไฟฟ้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของยุโรปพอสมควร เมื่อคำนวณออกมาเป็นใบรับรอง CBAM ที่ผู้นำเข้าต้องจ่าย ต้นทุนส่วนนี้มักถูกผลักกลับมาที่ผู้ผลิตไทยในรูปของการต่อรองราคา หรือแย่กว่านั้นคือการเปลี่ยนไปหาซัพพลายเออร์จากประเทศที่ไฟฟ้าสะอาดกว่า
จุดสำคัญที่หลายโรงงานยังเข้าใจผิดคือ CBAM ไม่ได้ดูแค่ว่าคุณ “ซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชย” หรือไม่ แต่ดูที่ตัวเลขการปล่อยจริงต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ การผลิตไฟฟ้าใช้เองจากแผงบนหลังคาโรงงานจึงมีน้ำหนักมากกว่า เพราะมันลดหน่วยไฟฟ้าที่ต้องซื้อจากสายส่งลงตรง ๆ และพิสูจน์ได้ด้วยข้อมูลจากระบบ Monitoring ย้อนหลังรายชั่วโมง
RE100 และแรงกดดันจากลูกค้าปลายทาง
นอกจากกฎหมายของ EU แล้ว แรงกดดันอีกด้านมาจากบริษัทข้ามชาติที่ประกาศเป้าหมาย RE100 คือใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในกรอบเวลาที่กำหนด บริษัทเหล่านี้ไม่ได้ทำแค่ในโรงงานตัวเอง แต่ไล่ไปถึงซัพพลายเชน โรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และบรรจุภัณฑ์ในระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา จำนวนไม่น้อยเริ่มได้รับแบบสอบถามจากลูกค้าว่าใช้พลังงานหมุนเวียนกี่เปอร์เซ็นต์ และมีแผนเพิ่มสัดส่วนอย่างไร
ในเชิงปฏิบัติ คำตอบที่ลูกค้าต่างชาติรับฟังมากที่สุดมี 3 ทาง คือ ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนพื้นที่ของตัวเอง ซื้อไฟฟ้าสีเขียวผ่านสัญญา PPA และซื้อใบรับรอง REC ทางเลือกแรกให้ผลดีที่สุดทั้งด้านตัวเลขคาร์บอนและด้านต้นทุน เพราะขณะที่ REC เป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายทุกปีโดยไม่ได้ลดค่าไฟ การติดตั้ง แผงโซลาร์เซลล์ บนหลังคาโรงงานลดทั้งคาร์บอนและลดบิลค่าไฟไปพร้อมกัน
ทำไมโรงงานใน EEC ได้เปรียบเป็นพิเศษ
โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออกมีคุณสมบัติที่เหมาะกับโซลาร์รูฟท็อปมากกว่าโรงงานทั่วไปหลายข้อ ข้อแรกคือหลังคาเมทัลชีทผืนใหญ่ที่แทบไม่มีเงาบัง ทำให้ติดตั้งได้ความจุสูงต่อพื้นที่ ข้อสองคือรูปแบบการใช้ไฟ โรงงานส่วนใหญ่เดินเครื่องเต็มกำลังในช่วงกลางวันซึ่งตรงกับช่วงที่แผงผลิตไฟได้มากที่สุดพอดี ทำให้อัตราการใช้ไฟที่ผลิตเองสูงถึง 90–100% โดยไม่ต้องพึ่งแบตเตอรี่
ข้อสามคือโครงสร้างค่าไฟ ผู้ใช้ไฟประเภทกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้อัตรา TOU จ่ายค่าไฟช่วง On-Peak ราว 4.10 บาทต่อหน่วยก่อนบวก Ft และ VAT ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่โซลาร์เซลล์ทำงาน การทดแทนหน่วยไฟราคาแพงที่สุดในบิลด้วยไฟฟ้าที่ผลิตเองจึงให้ผลตอบแทนสูงกว่าการติดตั้งในบ้านพักอาศัยอย่างชัดเจน โรงงานหลายแห่งคืนทุนภายใน 3–5 ปี ขณะที่แผงมีอายุใช้งาน 25–30 ปี
เริ่มต้นอย่างไรให้ข้อมูลใช้ยื่นลูกค้าและผู้ตรวจสอบได้
สิ่งที่ทำให้โครงการโซลาร์เซลล์ใช้ตอบโจทย์ CBAM และ RE100 ได้จริง ไม่ใช่แค่การติดแผงให้ครบจำนวน แต่คือระบบเก็บข้อมูล เราแนะนำให้เจ้าของโรงงานกำหนดตั้งแต่ต้นว่าต้องการรายงานอะไรบ้าง เช่น หน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้รายเดือน สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนต่อการใช้ไฟรวม และปริมาณ CO2 ที่หลีกเลี่ยงได้ จากนั้นจึงเลือกอินเวอร์เตอร์และระบบ Monitoring ที่ส่งออกข้อมูลเป็นไฟล์ให้ทีมบัญชีคาร์บอนนำไปใช้ได้
อีกเรื่องที่ควรวางแผนคู่กันคือขนาดระบบ อย่าออกแบบให้ใหญ่เกินโหลดจริงจนไฟเหลือไหลย้อนเข้าสายส่ง เพราะผู้ใช้ไฟประเภทกิจการมักไม่ได้อัตรารับซื้อที่คุ้มค่า วิธีที่ถูกต้องคือเก็บข้อมูลโหลดจริงย้อนหลัง 12 เดือนหรือติดตั้ง Power Meter บันทึกโหลดรายชั่วโมงอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ แล้วออกแบบให้กำลังผลิตพอดีกับโหลดฐานในช่วงกลางวัน
สำหรับโรงงานที่ยังไม่พร้อมลงทุนเงินก้อน มีทางเลือกสัญญา Private PPA ที่ผู้ลงทุนติดตั้งให้ฟรีแล้วขายไฟให้ในราคาต่ำกว่าค่าไฟการไฟฟ้า ข้อดีคือไม่กระทบกระแสเงินสด แต่ต้องอ่านเงื่อนไขระยะสัญญา 15–25 ปี และสิทธิ์ในการเคลมคาร์บอนให้ชัดเจนว่าเป็นของโรงงานหรือของผู้ลงทุน เพราะถ้าสิทธิ์คาร์บอนไม่ได้อยู่กับคุณ การติดตั้งนั้นอาจใช้ตอบโจทย์ CBAM ไม่ได้
สรุป
CBAM ที่บังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2569 และเป้าหมาย RE100 ของลูกค้าปลายทาง ทำให้ไฟฟ้าสะอาดกลายเป็นเงื่อนไขทางการค้า ไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์อีกต่อไป โรงงานส่งออกในนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออกที่ ติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคตะวันออก ตั้งแต่วันนี้จะได้ทั้งการลดต้นทุนพลังงาน การลดตัวเลขคาร์บอนที่ใช้ยื่นลูกค้าได้จริง และความได้เปรียบในการรักษาออเดอร์จากยุโรป กุญแจสำคัญคือออกแบบระบบให้พอดีกับโหลด และวางระบบเก็บข้อมูลตั้งแต่วันแรก
ติดต่อสอบถามและรับคำปรึกษาฟรี
หากคุณสนใจติดตั้งโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ภาคตะวันออก ทีมงาน VR Solar Solutions พร้อมให้คำปรึกษาและสำรวจพื้นที่ฟรี!
- 📞 โทร: 092-686-7190
- 📍 ที่ตั้ง: นิคมพัฒนา ระยอง
- 🌐 เว็บไซต์: vrsolarsolutions.com
- 🗺️ ให้บริการ: ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว และพื้นที่ใกล้เคียง
ใส่ความเห็น